thai resume
SEARCH :
เขียน Resume
thai resume resume
เขียน Resume
resume
Resume writing
ตำแหน่งงาน
MissConsult.com
เป็นเว็บไซด์ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา ภายในวัตถุประสงค์การ ให้บริการ แก่ผู้ทำงาน เพื่อช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพ วัดประสิทธิภาพ และ เป็นเสมือนเพื่อนของ ผู้ทำงาน
Job Coach
แบบทดสอบบุคลิก
Personal Test
ฝากประวัติ
งาน
job
thai resume
resume
ฝากประวัติ
สมัครงาน
หางาน
เขียน Resume
ฝากประวัติ
สมัครงาน
<< BACK

หลักการเป็นหัวหน้าที่ดี
By Kran KGz., MissConsult.com
July 03, 2006


 

หลัก 10 ประการของหัวหน้าที่ดี 

www.missconsult.com (Bangkok; July 3-2006) หลักการทำงานสำหรับการเป็นผู้บริหารที่ดีหรือการเป็นหัวหน้าที่ดีนั้น ลืมไปได้เลยว่า จะต้องมีอายุมากพอที่จะทำให้คนกลัว หรือ เกรงใจ เพราะในสมัยนี้ ใบหน้าที่ดูมีอายุ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะประกันว่า คุณจะได้รับการยอมรับ เป็นหัวหน้าที่ดี มากไปกว่า การทำตัว หรือ การปฏิบัติตัวที่ดี เป็นที่ยอมรับต่างหากที่มีความสำคัญมากกว่า
 เราจึงเห็นได้ว่า ในบริษัทชั้นนำส่วนใหญ่ มีผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูงที่อายุน้อย และ สามารถดำรงตำแหน่งผู้บริหารหรือหัวหน้างานในทีมงานที่มีลูกน้องหรือทีมงานที่มีอายุมากกว่า ได้อย่างดีเยี่ยม เขาเหล่านั้นได้พิสูจน์เป็นอย่างดีถึงหลักการปฏิบัติของการเป็นหัวหน้าที่ดี
การเป็นหัวหน้า หรือ การยอมรับในฐานะจะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงไหร่ เราก็มีหลักปฏิบัติที่สามารถสรุปกันได้อย่างคร่าวๆ และ เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากนักมาให้ปฏิบัติ
 
 1. มีความสามารถในการนำและทำงานเป็นทีม
 
ถ้าคุณต้องขึ้นมาเป็นหัวหน้า นั่นหมายความว่า คุณต้องมีทีมงาน และ ต้องมีผู้ทำงานร่วม ที่ต้องคอยฟังหรือนำคำสั่งหรือแนวทางการทำงานไปทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย เมื่อเป็นดังนี้ ความสามารถอย่างแรกที่คุณต้องมีก็คือ ความสามารถในการเป็นผู้นำและ การกระตุ้นให้เกิดการทำงานเป็นทีม ไม่เป็นคนที่ชอบความแตกแยก ไม่ทำตนให้เกิดความสงสัยในกลุ่มผู้ตามว่า คุณรักใครมากกว่าหรือน้อยกว่ากัน การทำตนให้เป็นกลางและเป็นคนที่สามารถวัดผลได้ด้วยผลของงานจะทำให้คุณเป็นที่ยอมรับและ สามารถนำทีมทำงานได้ดี เมื่อคุณเป็นหัวหน้า ผลงานของกลุ่มก็คือผลงานของคุณ ดังนั้น เป้าหมายของคุณก็คือ การทำทีมให้ทำงานประสบความสำเร็จ และ การทำให้ทีมงานรักกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน 
 
2. มีความสามารถในการแก้ปัญหา
 
คุณอาจไม่ต้องเก่งในเนื้อหาทุกอย่าง แต่คุณอาจต้องมีประสบการณ์มาบ้าง หรือมิฉะนั้น ก็ต้องเป็นคนที่เรียนรู้ และ หาวิธีในการหาความรู้อยู่เสมอ เพราะจำเป็นต้องใช้ในการนำมาแก้ปัญหา การเป็นหัวหน้าที่เป็นที่ยอมรับนั้น ข้อใหญ่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาให้แก่ทีมงาน หรือลูกน้องนั่นเอง ถ้าลูกน้องหรือทีมงานในการดูแลมีปัญหา และ หัวหน้าผู้ดูแลไม่สามารถช่วยแก้ไขได้ คุณก็ไม่สามารถได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มได้ จะต้องฝึกให้เป็นคนคิดอย่างชัดเจน มีเหตุผล แสดงเหตุผล คิดอย่างสร้างสรรค์พร้อมด้วยหลักการที่ดี กล้าที่จะได้ตัดสินใจและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจดังกล่าว รวมทั้ง การฝึกคิดในรูปแบบที่เป็นไปได้ในหลายๆแนวทาง ซึ่งการจะทำได้ดังกล่าว คุณจะต้องฝึกตนเองให้เป็นคนชอบที่จะคิด และ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ
 
3. มีความสามารถในการสื่อสาร
 
กล่าวคือมีความสามารถในการติดต่อ และ การประสานความเข้าใจที่ดีให้เกิดภายในทีมงาน และ ระหว่างทีมงานตนเองและทีมงานอื่นๆ รวมทั้งต้องมีทักษะในการสื่อสารที่ดี นั่นคือ ชี้ประเด็นได้ตรงจุด และ มีความสามารถในการเข้าใจประเด็นที่ผู้อื่นนำเสนอด้วยเช่นกัน
 
การเป็นหัวหน้า คุณต้องเป็นตัวแทนของกลุ่มในการประสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในกลุ่ม และ เช่นกัน ระหว่างคนภายนอกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารเล็กๆภายในกลุ่ม จนถึงระดับใหญ่องค์กรกับสายตาผู้อื่นภายนอกองค์กร ดังนั้นทักษะและความสามารถในการสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เก่งทุกอย่างแต่ไม่สามารถทำตนให้เป็นที่รู้จัก หรือ เป็นมิตรกับใครได้เลย ก็ถือได้ว่า คุณขาดทักษะในการสื่อสาร และนั่นย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญในการก้าวเข้าสู่การเป็นหัวหน้าของคุณ และแน่นอน ต้องเป็นทักษะการสื่อสารที่เป็นบวกเท่านั้น ไม่เป็นคนพูดจาเยิ่นเย้อ จับประเด็นหรือสาระไม่ได้ รวมทั้ง ไม่เป็นคนพูดโดยไม่มีข้อมูล หรือ ไม่มีประเด็น
 
 
4. มีความสามารถในการจัดการและบริหารเวลา
 
ในการเป็นหัวหน้า คุณไม่เพียงต้องดูแลงานโดยตรงที่รับผิดชอบ แต่นั่นหมายถึง คุณจำเป็นต้องเผื่อเวลาส่วนหนึ่งให้แก่ลูกน้อง หรือ ทีมงานด้วยเช่นกัน ดังเราจะเห็นว่า ยิ่งความรับผิดชอบมาก หรือ ตำแหน่งความรับผิดชอบยิ่งมาก ก็ดูเสมือนท่านเหล่านั้นต้องมีกิจกรรมต่างๆที่ต้องทำ หรือ ต้องพบปะกับบุคคลต่างๆ มากยิ่งขึ้น ดังนั้น ความสามารถในการจัดการและบริหารเวลาจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการก้าวขึ้นเป็นหัวหน้า
 
ถ้าปัจจุบัน คนยังไม่ได้เป็นหัวหน้า แต่บนโต๊ะยังเต็มไปด้วยเอกสาร งานที่ทำไม่หมด ก็เห็นได้ว่ายากนักที่คุณจะสามารถได้เลื่อนขั้นหรือเลื่อนตำแหน่ง ดังนั้น จงพยายามเรียนรู้ การจัดการเวลาของตนเองให้มีประสิทธิภาพที่สุดก่อน เพื่อเป็นการยืนยันว่า คุณมีคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นหัวหน้า จงพยายามเรียนรู้การมอบหมายงานอื่นๆที่เราไม่จำเป็นต้องทำเอง หัดสอนงานคนอื่นให้มีความเก่งเท่าหรือได้ดีกว่าก็จะดียิ่งขึ้น อย่ายึดติดกับความคิดเก่าๆที่ว่า คนอื่นรู้มากกว่าจะฉลาดกว่าตนเอง เพราะในความจริง การยิ่งสอน ยิ่งทำให้คุณฉลาดยิ่งขึ้น และ คนฉลาดแท้จริง ย่อมไม่อยู่นิ่ง กับการเรียนรู้ ดังนั้น จงพยายามสอนคนอื่นให้ฉลาด เพื่อคุณเองจะได้มีเวลาไปเรียนรู้เรื่องๆอื่นๆให้แก่ตนเองได้มากขึ้น เราถึงจะเรียกว่าเป็นผู้ฉลาด ไม่เคยมีใครที่เกิดมาพร้อมกับความฉลาดโดยไม่ขวนขวาย ดังนั้นก่อนที่คุณจะมีเวลาไปทำอย่างอื่น จงหัดเป็นผู้มีน้ำใจในการสอนให้คนอื่นเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองเก่งเสียก่อน
 
เช่นกัน จงเป็นคนที่รู้ว่า อะไรควรทำก่อน อะไรควรทำหลัง เรื่องง่ายๆ ที่ทำให้คนบางคน พินาศมาแล้ว เพราะเขาไม่รู้ว่า เรื่องอะไรควรทำก่อน ก็เอาเวลาไปทำเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดผลอะไร หรือ เกิดผลกระทบต่อสิ่งต่างๆได้น้อย การที่จะพิจารณาว่า เรื่องใดเป็นเรื่องที่ควรทำก่อนหรือทำหลัง ก็พิจารณาว่า เรื่องดังกล่าวนั้นถ้าไม่เสร็จจะส่งผลกระทบต่อสิ่งใดบ้าง และสิ่งนั้นมีความสำคัญหรือไม่ต่อองค์กร หรือ ต่อทีมงาน แค่ใช้หลักคิดง่ายๆแค่นี้ คุณก็จะสามารถตัดสินได้เบื้องต้นว่าสิ่งใดที่คุณควรเลือกทำก่อน และ อะไรที่สามารถทำภายหลังได้
 
5. เป็นคนมีคุณภาพ
 
เรียนรู้ที่จะเป็นคนมีคุณภาพ มีบุคลิก การแต่งกายที่ดี ถูกต้อง สมควรตามกาลเทศะ ถ้าคุณเป็นหัวหน้า คุณก็คือตัวแทนของใครบางคนหรือขององค์กรระดับหนึ่ง การทำตัวให้มีมาตรฐาน ดูดี สุภาพ สะอาดเรียบร้อย เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีบุคลิกเข้มแข็ง ไม่ดูเกเร หรือ กิริยาที่ข่มเขง อวดเบ่ง หรือ ดูวางท่า ทำเหมือนคนมีอิทธิพล
การมีลักษณะที่ดี ท่าทางดี เริ่มมาจากภายในจิตใจ ถ้าคุณมีจิตใจที่ดี มีความยืดหยุ่น เข้าใจธรรมชาติของคน เรียนรู้การเก็บอารมณ์ รักษาอารมณ์ในภาวะที่กดดัน มีความมั่นคง สุขุม สงบ  และ เช่นเดียวกันที่ต้องมีความมั่นใจ และ เชื่อมั่นในตนเองในระดับที่ดี คุณก็จะสามารถแสดงความมีคุณภาพทางด้านบุคลิก และ การแสดงออก ออกมาได้อย่างดี
 
6. รู้จัก และ ขยันเรียนรู้คน
 
การเป็นหัวหน้าคน ที่สำคัญก็คือ ต้องเป็นผู้มีทักษะที่ดีในการเข้าใจคนในแต่ละรูปแบบ อย่าพยายามคาดเดาคนให้เหมือนกัน หรือ เป็นในแบบที่ตนต้องการ เพราะในความเป็นจริง คนเราแตกต่างกันไปตามแต่สภาวะแวดล้อม การได้รับการอบรม การศึกษา ความเชื่อ ดังนั้น คนแต่ละคนจะแตกต่างกัน ต้องเป็นคนขยันเรียนรู้ และ เข้าใจจุดดีและจุดเสียของคนแต่ละแบบ เพื่อเลือกที่จะใช้จุดแข็งในการทำงานให้ตนเอง และ เลือกที่จะรู้ในจุดอ่อน เพื่อช่วยเสริม จุดอ่อนดังกล่าวให้ดีขึ้น
 
เราจะเห็นได้ว่า ผู้บริหารที่เก่ง ก็คือ คนที่รู้จักพัฒนาศักยภาพของทีมงาน หรือ คนภายใต้การดูแล ให้ทำงานได้เต็มความสามารถของแต่ละคน นั่นก็หมายถึงว่า การเป็นคนที่เรียนรู้คน และ เลือกใช้ได้เป็น
 
คนทุกคนย่อมมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย แต่คนที่เลือกใช้จุดเด่นของแต่ละคนทำให้เกิดประโยชน์จะได้รับการนับถือและยอมรับมากสุด เพราะเขาทำให้บุคคลผู้นั้น เกิดความนับถือ และ รักในตนเอง ซึ่งจะผิดกับคนที่ชอบว่าจุดด้อยของคนอื่น คนดังกล่าว จะไม่ได้รับการนับถือที่แท้จริงจากใครเลย
 
ดังนั้น หัวใจของหัวหน้าที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การเลือกส่งเสริมคนในจุดเด่นของแต่ละคนเป็น การพัฒนาศักยภาพของคนได้ดี เพราะรู้จัก และ เรียนรู้คนเป็น และ นั่นคือที่มาของการใช้คนเป็นนั่นเอง
 
7. ทัศนคติบวก
 
การเป็นหัวหน้าก็คือ การสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีให้แก่ทีมงานหรือคนภายใต้การดูแล ดังนั้นภายใต้สภาวะการณ์กดดันต่างๆ หัวหน้าต้องไม่ตื่นตระหนกง่าย หรือ รู้จักที่จะควบคุมตนเอง บุคคลที่จะทำสิ่งดังกล่าวได้ ก็คือคนที่รู้จักในการมองหาโอกาสในภาวการณ์ต่างๆได้เป็น หรือ เรียกกันว่า เป็นคนที่มีทัศนคติเป็นบวก
การมีทัศนคติเป็นบวก ไม่ได้หมายถึงว่า ให้มองทุกอย่างเป็นแง่ดี จนไม่คิดถึงจุดเสียหรือแง่ร้ายใดๆเลย การมีทัศนคติเป็นบวกที่ถูกต้องก็คือ การหัดเป็นผู้ฝึกคิดในทัศนคติบวกในด้านที่ร้ายที่สุด คือ การมองหาโอกาสหรือทางออกให้แก่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด เราอาจจะแก้ไขปัญหาร้ายที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ แต่ ต้องหัดให้เป็นคนเรียนรู้ในการแก้ไข มากกว่าจมปลักกับสิ่งที่เกิดแล้ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเลวร้ายหรือดีเพียงใดก็คือเกิดไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่เกิดต่างหากที่คุณต้องมองให้เป็น และ เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นให้ได้มากที่สุด
 
ถ้าเป็นหัวหน้าแต่ไม่มีทัศนคติที่เป็นบวก เวลาเจอปัญหา ก็อาจจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ตัดสินใจไม่ได้ รวมทั้งทำให้ทีมขวัญเสียหรือหมดกำลังใจได้โดยง่าย ซึ่งก็จะทำให้ประสบความพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่ตั้งใจ หรือ มุ่งหวังได้โดยง่าย ดังนั้น พยายามฝึกตนเองให้เป็นคิดในแง่บวก เพื่อที่เวลาที่เลวร้ายที่สุด คุณก็ยังเป็นแหล่งกำลังใจ และ เป็นผู้พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดให้ทุกคน
 
 
8. ทำให้ดีที่สุด
 
สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าข้ออื่นๆก็คือ การถือคติ "ทำให้ดีที่สุด " ที่จำเป็นต้องมีในหัวใจของผู้อยากเป็นหัวหน้า รวมถึง ผู้เป็นหัวหน้าอยู่แล้ว
 
การฝึกตนเองให้เป็นผู้ที่ทำให้ดีที่สุด เท่าที่ตนเองจะทำได้ จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่รับผิดชอบ จะได้รับความสนใจ ความใส่ใจอย่างดีที่สุดเสมอ และ นิสัยอันนี้จะนำมาซึ่งนิสัยการกระตุ้นให้ผู้ใกล้ชิด หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชาพยายามทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ซึ่งจะทำให้เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารที่สามารถช่วยดึงศักยภาพในตัวผู้บังคับบัญชาออกมาใช้ได้มากที่สุด แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาศักยภาพของเขาไปสู่มาตรฐานหรือดีกว่าได้ดียิ่งขึ้น
 
 
9. มีทักษะการพูด  การโน้มน้าว และ จูงใจคน
 
เพราะคนแต่ละคนมีความแตกต่างกันอย่างที่กล่าวมาแล้ว การที่ท่านใดสามารถพูดจา ให้เป็นที่รัก รวมถึง ทำให้เกิดความเชื่อถือ ย่อมถือว่า เป็นผู้มีทักษะสูง และ แน่นอน ท่านผู้นั้น ต้องอยู่ในถนนของผู้นำได้โดยง่าย ทักษะการพูดจา การโน้มน้าว การจูงใจ เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในการทำให้ผู้อื่นทำตามที่ตนต้องการ
 
เราจะเห็นว่า ไม่มีผู้นำหรือหัวหน้าท่านใดที่เป็นที่ยอมรับ แล้วจะไม่มีทักษะด้านนี้ ดังนั้น การเรียนรู้เรื่องทักษะการพูด การโน้มน้าว จูงใจ เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ต้องการหรือ ผู้กำลังเป็นหัวหน้าต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก
 
10. เป็นผู้รู้จักวิเคราะห์
 
ในที่นี้หมายถึง การเป็นผู้รู้จักการวิเคราะห์ตนเองอย่างสม่ำเสมอ การเป็นหัวหน้าที่ดี คุณจำเป็นต้องรู้จักที่จะประเมินตนเอง ไม่หลงติด คำป้อยอโดยง่าย เพราะมิฉะนั้น คุณเองก็จะกลายเป็นคนเชื่อคนง่าย และ ทำให้กลายเป็นคนที่ดูไม่น่าเชื่อถือ ตัดสินใจไม่มีเหตุผล และผิดพลาดสูง รวมถึงดูเป็นคนลำเอียง
 
การให้ความใกล้ชิดกับลูกน้องหรือทีมงานเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่างพยายามใกล้ชิดมากกว่าในเรื่องของงาน ดูแลในด้านการทำงาน และ เรื่องที่ช่วยหลือได้ ถ้าคุณใกล้ชิดกับลูกน้องมากไปจนถึงเรื่องส่วนตัว อาจจะทำให้ลูกน้องท่านนั้นติดคุณ หรือ นำเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับการทำงาน จนกลายมาเป็นปัญหาในการทำงานในภายหลังได้ สำหรับปัญหานี้ เป็นปัญหาที่ทำให้หัวหน้าหลายท่านต้องประสบปัญหามามาก การเป็นหัวหน้าที่ดี คือการได้ดูแล และ ใส่ใจ แต่ไม่ใช่หมายความว่า ให้คุณใกล้ชิดจนถึงครอบครัว หรือ สนิทจนเกินไป เพราะสุดท้ายจะกลายมาเป็นเรื่องของความรูสึกส่วนตัวมากกว่าเรื่องอื่น ควรรู้จักการเว้นช่องว่างระหว่างตัวคุณออกจากบริเวณดังกล่าวให้ดี
 
รู้จักเป็นคนวิเคราะห์ ไม่ใช่ใครพูดอะไรก็เชื่อ หรือ ว่าคล้อยตามทุกอย่าง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น คุณจะไม่สามารถเป็นหัวหน้าในระดับใดๆได้เลย หรือ ไม่ได้รับการยอมรับ
 
การเป็นหัวหน้าที่ดี ที่สำคัญก็คือ การรู้จักวิเคราะห์ข้อมูล และ นำมาวิเคราะห์ พิสูจน์ จนกว่าจะรู้ด้วยตนเอง ถ้าทำได้ดังนี้ก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับได้โดยง่าย
 
 
สำหรับหลักการเป็นหัวหน้าที่ดี เป็นเรื่องง่ายๆที่เราสามารถฝึกกันได้โดยไม่จำเป็นต้องฝึกจากสถาบันใดเป็นพิเศษ เพียงแค่มีความตั้งใจ และ มุ่งมั่นในการแก้ไข โดยเริ่มทำได้ให้เป็นนิสัยเสียแต่ต้นก็ยิ่งดี เพราะเป็นการยืนยันว่าคุณมีศักยภาพเป็นหัวหน้าได้แล้วนั่นเอง
 
การเป็นหัวหน้า หมายถึง การเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง ถ้าการเป็นหัวหน้า ได้มาด้วยการไม่ยอมรับ และ คุณไม่สามารถสร้างการยอมรับได้ การเป็นหัวหน้าก็จะภาวะที่สร้างความกดดัน รวมถึง ความไม่มั่นใจให้แก่ตัวคุณเอง ดังนั้น ถ้าอยากเก่งงาน อยากก้าวหน้าในด้านการทำงาน หลักทั้ง10 ข้อข้างบน เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงและต้องนำไปปฏิบัติเพื่อการเป็นหัวหน้าของเราจะได้เป็นหัวหน้าที่แท้จริง และ เป็นที่ยอมรับแก่ทีมงานอย่างแท้จริง
 
Copyright 2006: บทความ ข้อความ ข้อมูล รวมความถึง เนื้อหารายละเอียด ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ MissConsult.com การเก็บข้อมูล อาจทำได้โดยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล โดยไม่เกี่ยวข้องกับทางการค้า สื่อ หรือ ตีพิมพ์ซ้ำ คัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด เพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจ การ ทำซ้ำ เผยแพร่ ตีพิมพ์ หรือ จำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท บริษัทจะดำเนินการ ตามกฎหมาย กับผู้ละเมิดสิทธิดังกล่าวโดยทันที

<< BACK
หางาน
จดหมายสมัครงาน
© Copyright 2006-2008 MissConsult.com
เขียน Resume